2018.09.18

Bigbeat LIVE

ธุรกิจสตาร์ทอัพด้าน AI เล็งขยายธุรกิจสู่ประเทศไทย

【Bigbeat LIVE ASEAN Vol.1】

เริ่มต้นจากสิ่งที่ทำได้ในวันนี้เพื่อขยายธุรกิจออกสู่ต่างประเทศ มุ่งสร้างโมเดลธุรกิจให้เป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ซึ่งกำลังขยายธุรกิจสู่ประเทศไทย

ทุกวันนี้หลายภาคส่วนเริ่มมองเห็นข้อจำกัดของการเติบโตจากการทำธุรกิจเพียงแค่ภายในประเทศ และตระหนักถึงความจำเป็นในการขยายธุรกิจออกสู่ต่างประเทศ ขณะเดียวกันนักการตลาดจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกกังวลกับปัญหาหลายอย่าง เช่น ทรัพยากรบุคคลมีจำกัด ความเสี่ยงในการลงทุนซึ่งทำให้ไม่กล้าตัดสินใจ และยังมีความไม่รู้เกี่ยวกับวิธีขยายกิจการออกสู่ต่างประเทศอีกด้วย

วันนี้เราอยู่กับ HACARUS Inc. บริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ซึ่งเริ่มขยายธุรกิจสู่ประเทศไทย เพราะอะไรเขาจึงตัดสินใจขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19? หรือประเทศไทยมีเสน่ห์ดึงดูดใจใดที่หาไม่ได้ในประเทศญี่ปุ่น? แล้วเขาดำเนินธุรกิจโดยใช้กลยุทธที่เป็นรูปธรรมอย่างไร? คุณมิยาตะ นาโอะเอะ CEO และผู้ก่อตั้ง EN

Innovation Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพ และการขยายธุรกิจในต่างประเทศ จะมารับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการสัมภาษณ์ คุณJ.J. PRICE ผู้จัดการฝ่ายขายต่างประเทศของบริษัท HACARUS Inc. เพื่อตอบคำถามเหล่านี้

“การเริ่มต้นเล็ก ๆ ” คือก้าวแรกสู่การขยายธุรกิจในต่างแดน

หลังศึกษาจบระดับปริญญามหาบัณฑิตด้านบริหารธุรกิจ คุณมิยาตะผู้ดำเนินรายการมีประสบการณ์ในการสร้างธุรกิจใหม่ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับประเทศไทยและมาเลเซีย ในระหว่างนั้นก็เกิดความคิดว่า “หากนำจุดแข็งของบริษัทสตาร์ทอัพและบริษัทขนาดใหญ่มารวมเข้าด้วยกัน จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมอันยิ่งใหญ่ได้ด้วยทรัพยากรขั้นพื้นฐาน และสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว” ปัจจุบันจึงให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพ การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ  DX (Digital Transformation) ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงธุรกิจใหม่อย่างกระตือรือร้น

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของคุณมิยาตะ จึงได้เน้นย้ำว่า “การเริ่มขยายธุรกิจในต่างประเทศควรเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ และอย่าพยายามตั้งเป้าหมายสูงตามใจชอบ” “SMEs และสตาร์ทอัพจำนวนมากเชื่อมั่นมากเกินไปว่าพวกเขาต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และรับความเสี่ยงเพื่อขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดสำนักงานในต่างประเทศหรือจ้างคนในพื้นที่เสมอไป แต่ก็มีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่แม้จะไม่มีทรัพยากรที่เพียบพร้อม ก็สามารถเริ่มจากสิ่งที่สามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องเสี่ยงกับการลงทุน”

สำหรับนักการตลาดที่กำลังคิดจะขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ คุณมิยาตะได้แนะนำให้เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมสตาร์ทอัพ บริษัทขนาดกลาง และ SMEs ที่มุ่งสู่ระดับสากล ซึ่งมีลักษณะเดียวกับ “JETRO Innovation Program (JIP)” และติดต่อกับพาร์ทเนอร์ที่มีประสบการณ์ตรงในขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ และยังเพิ่มเติมว่าการพูดคุยปรึกษาหารือกับบริษัทในประเทศนั้น ๆ ด้วยรูปแบบการปรึกษาหารือมากกว่าการเจรจาด้านการตลาดหรือธุรกิจ จะได้รับคำแนะนำเพื่อทำความเข้าใจในตลาดต่างประเทศและการขยับขยายธุรกิจได้โดยไร้ความเสี่ยง

จุดแข็งของสตาร์ทอัพคือ “ความยืดหยุ่น” และ “ความรวดเร็ว”

 

ก้าวแรกของ HACARUS ในการขยายกิจการเข้าสู่ประเทศไทยเองก็เริ่มจาก “จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ” ด้วยการเข้าร่วมการจับคู่ธุรกิจของไทยที่จัดขึ้นโดย JETRO อันที่จริงคุณมิยาตะ ผู้ดำเนินรายการได้เข้าร่วมวางแผนในโปรแกรม JIP ในฐานะที่ปรึกษา และร่วมมือกับคุณJ.J. ในการส่งเสริมการขยายธุรกิจมายังประเทศไทยของ HACARUS อย่างต่อเนื่อง

HACARUS เป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI จากเกียวโต ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2014 ปัจจุบันกำลังพัฒนาธุรกิจระดับสากลในสองแกนหลักคือ “ด้านการแพทย์และเภสัชกรรม” และ “ด้านอุตสาหกรรมและการผลิต” คุณJ.J.กล่าวว่า “AI อาจถูกมองว่าเป็นแหล่งข้อมูลจำนวนมหาศาล เฉกเช่นเดียวกับบิ๊กดาต้า แต่ “sparse modeling” อัลกอริทึมของ HACARUS สามารถสร้าง AI ขึ้นมาได้ด้วยข้อมูลจำนวนเล็กน้อย ลักษณะพิเศษ คือ มีความสามารถทางการตีความและการอธิบายในระดับสูง ซึ่งได้การรับการประเมินไปในทิศทางที่ดีโดยเฉพาะทางด้านการแพทย์”

【Bigbeat LIVE ASEAN Vol.1】

เริ่มต้นจากสิ่งที่ทำได้ในวันนี้เพื่อขยายธุรกิจออกสู่ต่างประเทศ มุ่งสร้างโมเดลธุรกิจให้เป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ซึ่งกำลังขยายธุรกิจสู่ประเทศไทย

ทุกวันนี้หลายภาคส่วนเริ่มมองเห็นข้อจำกัดของการเติบโตจากการทำธุรกิจเพียงแค่ภายในประเทศ และตระหนักถึงความจำเป็นในการขยายธุรกิจออกสู่ต่างประเทศ ขณะเดียวกันนักการตลาดจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกกังวลกับปัญหาหลายอย่าง เช่น

ทรัพยากรบุคคลมีจำกัด ความเสี่ยงในการลงทุนซึ่งทำให้ไม่กล้าตัดสินใจ และยังมีความไม่รู้เกี่ยวกับวิธีขยายกิจการออกสู่ต่างประเทศอีกด้วย

วันนี้เราอยู่กับ HACARUS Inc. บริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ซึ่งเริ่มขยายธุรกิจสู่ประเทศไทย เพราะอะไรเขาจึงตัดสินใจขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19? หรือประเทศไทยมีเสน่ห์ดึงดูดใจใดที่หาไม่ได้ในประเทศญี่ปุ่น? แล้วเขาดำเนินธุรกิจโดยใช้กลยุทธที่เป็นรูปธรรมอย่างไร? คุณมิยาตะ นาโอะเอะ CEO และผู้ก่อตั้ง EN Innovation Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนบริษัทสตาร์ทอัพ และการขยายธุรกิจในต่างประเทศ จะมารับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการสัมภาษณ์ คุณJ.J. PRICE ผู้จัดการฝ่ายขายต่างประเทศของบริษัท HACARUS Inc. เพื่อตอบคำถามเหล่านี้

“การเริ่มต้นเล็ก ๆ ” คือก้าวแรกสู่การขยายธุรกิจในต่างแดน

หลังศึกษาจบระดับปริญญามหาบัณฑิตด้านบริหารธุรกิจ คุณมิยาตะผู้ดำเนินรายการมีประสบการณ์ในการสร้างธุรกิจใหม่ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับประเทศไทยและมาเลเซีย ในระหว่างนั้นก็เกิดความคิดว่า “หากนำจุดแข็งของบริษัทสตาร์ทอัพและบริษัทขนาดใหญ่มารวมเข้าด้วยกัน จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมอันยิ่งใหญ่ได้ด้วยทรัพยากรขั้นพื้นฐาน และสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว” ปัจจุบันจึงให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพ การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ  DX (Digital Transformation) ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงธุรกิจใหม่อย่างกระตือรือร้น

 

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของคุณมิยาตะ จึงได้เน้นย้ำว่า “การเริ่มขยายธุรกิจในต่างประเทศควรเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ และอย่าพยายามตั้งเป้าหมายสูงตามใจชอบ” “SMEs และสตาร์ทอัพจำนวนมากเชื่อมั่นมากเกินไปว่าพวกเขาต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และรับความเสี่ยงเพื่อขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดสำนักงานในต่างประเทศหรือจ้างคนในพื้นที่เสมอไป แต่ก็มีบริษัทจำนวนไม่น้อยที่แม้จะไม่มีทรัพยากรที่เพียบพร้อม ก็สามารถเริ่มจากสิ่งที่สามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องเสี่ยงกับการลงทุน”

สำหรับนักการตลาดที่กำลังคิดจะขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ คุณมิยาตะได้แนะนำให้เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมสตาร์ทอัพ บริษัทขนาดกลาง และ SMEs ที่มุ่งสู่ระดับสากล ซึ่งมีลักษณะเดียวกับ “JETRO Innovation Program (JIP)” และติดต่อกับพาร์ทเนอร์ที่มีประสบการณ์ตรงในขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ และยังเพิ่มเติมว่าการพูดคุยปรึกษาหารือกับบริษัทในประเทศ

นั้น ๆ ด้วยรูปแบบการปรึกษาหารือมากกว่าการเจรจาด้านการตลาดหรือธุรกิจ จะได้รับคำแนะนำเพื่อทำความเข้าใจในตลาดต่างประเทศและการขยับขยายธุรกิจได้โดยไร้ความเสี่ยง

จุดแข็งของสตาร์ทอัพคือ “ความยืดหยุ่น” และ “ความรวดเร็ว”

ก้าวแรกของ HACARUS ในการขยายกิจการเข้าสู่ประเทศไทยเองก็เริ่มจาก “จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ” ด้วยการเข้าร่วมการจับคู่ธุรกิจของไทยที่จัดขึ้นโดย JETRO อันที่จริงคุณมิยาตะ ผู้ดำเนินรายการได้เข้าร่วมวางแผนในโปรแกรม JIP ในฐานะที่ปรึกษา และร่วมมือกับคุณJ.J. ในการส่งเสริมการขยายธุรกิจมายังประเทศไทยของ HACARUS อย่างต่อเนื่อง

HACARUS เป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI จากเกียวโต ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2014 ปัจจุบันกำลังพัฒนาธุรกิจระดับสากลในสองแกนหลักคือ “ด้านการแพทย์และเภสัชกรรม” และ “ด้านอุตสาหกรรมและการผลิต” คุณJ.J.กล่าวว่า “AI อาจถูกมองว่าเป็นแหล่งข้อมูลจำนวนมหาศาล เฉกเช่นเดียวกับบิ๊กดาต้า แต่ “sparse modeling” อัลกอริทึมของ HACARUS สามารถสร้าง AI ขึ้นมาได้ด้วยข้อมูลจำนวนเล็กน้อย ลักษณะพิเศษ คือ มีความสามารถทางการตีความและการอธิบายในระดับสูง ซึ่งได้การรับการประเมินไปในทิศทางที่ดีโดยเฉพาะทางด้านการแพทย์”

เสน่ห์ของไทยที่ไม่มีในยุโรปหรืออเมริกาเหนือคืออะไร?

สำหรับ HACARUS ผู้ขยายธุรกิจไปยังหลากหลายประเทศ อะไรเป็นปัจจัยในการตัดสินใจขยายธุรกิจมาสู่ประเทศไทยในครั้งนี้?

“สาเหตุที่เลือกประเทศไทย ครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องของกลยุทธ์และครึ่งหนึ่งเป็นความบังเอิญ ซึ่งเราได้ทำการสำรวจและตรวจสอบตลาดโลกและศักยภาพในการเติบโตทางด้านการแพทย์และการผลิต โดยใช้กลยุทธ์จำกัดวงให้แคบลงและสุดท้ายมาจบที่ประเทศไทย ในแง่ของความบังเอิญคือ เราได้รับเลือกให้เข้าร่วมงานจับคู่ธุรกิจในประเทศไทย JIP และ ได้มีโอกาสพูดคุยกับบริษัทไทยเกือบ 10 แห่ง ซึ่งก็ได้รับปฏิกิริยาหลากหลายรูปแบบ เพียงแค่โอกาสในครั้งนี้ทำให้ได้เข้าใจถึงความต้องการและความคาดหวังของประเทศไทย ซึ่งโซลูชันของ HACARUS มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมในประเทศไทยเป็นอย่างสูง”

ในระหว่างที่ทำการพูดคุยกับบริษัทในประเทศไทยที่ HACARUS เราพบว่าอุตสาหกรรมการแพทย์มีข้อจำกัดเกี่ยวกับข้อกำหนดทางกฎหมายในแต่ละประเทศเป็นอย่างมาก และสตาร์ทอัพในตอนนี้ได้ให้ความสำคัญกับ “อุตสาหกรรมการผลิต” ที่สามารถให้บริการได้รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามคุณมิยาตะได้กล่าวชื่นชมถึงเรื่องการนำเรื่องการรักษาพยาบาลที่มีขนาดใหญ่กว่าต้นทุนการพัฒนาและยอดขายเข้ามาใส่ไว้ในขอบเขตการทำงานในอนาคตว่า “หลังจากได้ทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันผ่านการพูดคุยกับลูกค้า ก็ได้พัฒนาทรัพยากรของตนให้เกิดความเหมาะสมมากที่สุด”

แล้วลักษณะเด่นของประเทศไทยคืออะไร? คุณมิยาตะแนะนำ 4 ประเด็น ดังต่อไปนี้

“ประการแรก ประเทศไทยเป็นพื้นที่ศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงกับประเทศในอาเซียน นอกจากนี้ยังขึ้นชื่อว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศญี่ปุ่น และมีลักษณะประจำชาติที่ทำให้ง่ายต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ที่มีบริษัทญี่ปุ่นขยายธุรกิจเข้ามาเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีข้อมูลและเครือข่ายท้องถิ่นมากมาย นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังได้จัดตั้ง “ประเทศไทย 4.0” และส่งเสริมการปรับตัวให้เป็นดิจิทัลของบริษัททั่วประเทศเพื่อเปลี่ยนจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ระดับสูง”

จากการขยายธุรกิจเข้ามายังประเทศไทยจนถึงตอนนี้ คุณJ.J.ยังกล่าวอีกว่า “เมื่อไม่นานมานี้ค่าแรงในประเทศไทยได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เกิดการแข่งขันกับบริษัทระดับโลกอื่น ๆ และกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของการนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีเข้ามาใช้งาน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีในการขยายธุรกิจด้าน AI สู่ประเทศไทย”

สุดท้ายนี้ ทั้งสองคนได้ส่งข้อความถึงทุกคนที่รับชม Bigbeat LIVE ASEAN ว่า

“โอกาสในการจับคู่ธุรกิจโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมีอยู่มากมาย ยกตัวอย่างเช่น โปรแกรมของ JETRO ซึ่งขณะที่เข้าร่วมโปรแกรมดังกล่าว ก็สามารถรวบรวมข้อมูล รวมถึงติดต่อกับคนในท้องถิ่นได้ด้วยตัวเอง และยังเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในทันที” (คุณมิยาตะ)

 

“การหาเหตุผลเพื่อล้มเลิกความตั้งใจนั้นเป็นเรื่องง่าย เช่น มีการระบาดของโควิด-19 หรือความยากของการทำธุรกิจในต่างประเทศ แต่หากศึกษาตัวเลขและข้อมูลอย่างถี่ถ้วนจะพบว่า คุณอาจพลาดโอกาสที่ดีหากคุณไม่ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศตอนนี้ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มที่สนับสนุนการขยายกิจการไปยังต่างประเทศอยู่ด้วย ดังนั้นเราจึงแนะนำให้คุณลองทำดูก่อนโดยไม่ต้องกลัวความล้มเหลว” (คุณJ.J)