2024.03.04

Like a Rolling Stone

สร้างความสุขด้วยการเชื่อมไทยและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน – แนวคิดอันทรงพลังของคุณท็อป ผู้ประกอบการหน้าใหม่

คุณสถิรัตน์ ศรีมณีเลิศ (ท็อป)
ประธานบริษัท โคโนมิ พลัส จำกัด/ บริษัท โคโนมิ ซีเลค จำกัด
คุณท็อปเกิดที่ประเทศไทย โดยเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นในฐานะนักเรียนทุนรัฐบาลปี พ.ศ. 2546 และได้เข้าเรียนในโรงเรียนสอนภาษาและโรงเรียนวิชาชีพ ก่อนที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย หลังจากสำเร็จการศึกษาได้เริ่มเข้าทำงานในบริษัทไอทีของประเทศญี่ปุ่นในตำแหน่ง System Engineer เป็นเวลา 3 ปีครึ่ง ต่อมาได้มีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่าง ๆ จากการทำงานในบริษัทที่ปรึกษา แล้วจึงกลับมายังประเทศไทยเพื่อก่อตั้งบริษัทของตัวเอง ปัจจุบันได้ก่อตั้งบริษัท 2 แห่งที่ดูแลการขายผลิตภัณฑ์ การดำเนินการทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสื่อ และการสนับสนุนองค์กร เป็นต้น เว็บไซต์สื่อ conomi เป็นเว็บที่นำเสนอข้อมูลที่หลากหลายเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น เช่น วัฒนธรรม การท่องเที่ยว อาหาร ข่าวสารต่าง ๆ ในปัจจุบัน
https://conomi.co/

เจตจำนงในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่น

– คุณท็อปช่วยเล่าถึงธุรกิจของคุณได้ไหมครับ
ตอนนี้ดิฉันเปิดบริษัทอยู่ 2 แห่งค่ะ แห่งแรกคือ โคโนมิ ซีเลค ซึ่งเป็นธุรกิจที่ดูแลเรื่องการจัดจำหน่ายสิ่งของ โดยเรานำเข้าเครื่องเขียนจากประเทศญี่ปุ่นมาจำหน่ายในประเทศไทย ตอนนี้เราจำหน่ายมาสกิ้งเทปที่ผลิตในญี่ปุ่นและกำลังทำโปรเจกต์คอลแลบดีไซน์ศิลปินชาวไทยด้วย นอกจากนี้ ในอนาคตข้างหน้าก็ยังอยากจะขยายกิจการไปยังสินค้ากลุ่มอื่น ๆ อีกด้วยค่ะ
แห่งที่สอง คือ โคโนมิ พลัส ซึ่งบริษัทแห่งนี้เป็นบริษัทที่บริหารเว็บไซต์สื่อ conomi และให้บริการประสานงานในประเทศไทยเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าบริการลูกค้าของเราค่ะ โดยพื้นฐานแล้วเราซัพพอร์ทบริษัทญี่ปุ่นที่ต้องการขยายกิจการเข้ามายังประเทศไทย หรือบริษัทที่กำลังขยายธุรกิจอยู่ในประเทศไทย ล่าสุดดิฉันได้เป็นผู้จัดงานแฮกกาธอน (Hackathon) ไปเมื่อวันก่อน โดยเป็นงานอีเวนต์ที่มีระยะการจัด 3 วันและมีผู้เข้าร่วมงาน 150 คน

– ดูเปี่ยมพลังและเต็มไปด้วยแรงใจมากเลยครับ แล้วอะไรเป็นแรงจูงใจให้ก่อตั้งบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสื่อครับ
ก่อนที่จะมี conomi นั้น เรามีสื่อชื่อ ANNGLE ที่นำเสนอข้อมูเกี่ยวกับญี่ปุ่นเป็นภาษาญี่ปุ่นและไทยอยู่ โดยเจ้าของเว็บชาวญี่ปุ่นได้ก่อตั้งเว็บไซต์สื่อนี้ในประเทศไทย และดิฉันเองก็ได้เข้ามาทำงานด้วยกันในฐานะนักเขียนเมื่อสมัยที่ยังอยู่ในประเทศญี่ปุ่น
จากนั้นพวกเราก็ได้เริ่มบริหารเว็บไซต์ร่วมกันในประเทศไทย โดยดิฉันเป็นผู้ดูแลในส่วนของเว็บไซต์ฉบับภาษาไทยและยกระดับ SEO ให้ดีขึ้นค่ะ ณ ขณะนั้น เราได้เพิ่มจำนวนนักเขียนอิสระเป็นประมาณ 80 คนเพื่อมุ่งเน้นการผลิตบทความโดยเฉพาะ
และด้วยประสบการณ์และองค์ความรู้ในครั้งนั้น จึงทำให้มี conomi ในตอนนี้

– แบบนี้เองครับ! ที่ conomi เองก็มีการนำเสนอบทความในหมวดต่าง ๆ อยู่ด้วยใช่ไหมครับ
เพราะการท่องเที่ยว Inbound ของประเทศญี่ปุ่นที่กำลังบูม ทำให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่สนใจในประเทศไทยไปด้วย นอกจากด้านการท่องเที่ยว อาหาร และ Pop Culture แล้ว ในด้านประวัติศาสตร์ การเลี้ยงลูก การศึกษา การใช้ชีวิต และมุมอื่น ๆ อีกมากมายก็ได้รับความสนใจไปด้วย

บทความที่เป็นไวรัลเมื่อไม่นานมานี้คือเรื่อง “คนญี่ปุ่นทิ้งน้ำมันอย่างไร” ในประเทศญี่ปุ่นนั้น น้ำมันที่ใช้ปรุงอาหารแล้วจะถูกทำให้แข็งตัวก่อนแล้วจึงค่อยนำไปทิ้ง แต่ในประเทศไทยเรายังคงเทลงท่อน้ำทิ้งแบบนั้นอยู่บ่อยครั้ง เรามองว่าเพราะผู้คนที่เริ่มใส่ใจสิ่งแวดล้อมคงกำลังสงสัยว่าคนญี่ปุ่นเขาทำอย่างไรกัน นอกจากนี้ ดูเหมือนจำนวนอินฟลูเอนเซอร์และวัยรุ่นที่ใช้โซเชียลมีเดียในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมก็กำลังเพิ่มขึ้น ดิฉันรู้สึกว่าความตระหนักรู้และความตื่นตัวในเรื่อง SDGs เองก็กำลังสูงขึ้น

การใช้ชีวิต 11 ปี ในประเทศญี่ปุ่น

– คุณท็อปไปอยู่ญี่ปุ่นเมื่อไรครับ
ดิฉันไปญี่ปุ่นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2546 ในฐานะนักเรียนทุนรัฐบาล แต่ถ้าแบบนี้ก็จะเดาอายุของดิฉันออกสินะคะ ตอนนี้ดิฉันอายุ 25 ปีแล้วค่ะ

– อ๋อ งั้นแสดงว่าคุณไปเรียนแลกเปลี่ยนตอนอายุ 5 ขวบ…
ดิฉันล้อเล่นค่ะ (หัวเราะ)

– (หัวเราะ) อะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้คุณท็อปไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นเหรอครับ
ตอนสมัยเด็กของดิฉันนั้นเป็นยุคที่หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น อนิเมะ เจป๊อป ฯลฯ กำลังมาแรง ดิฉันเลยซื้อหนังสือการ์ตูนมาอ่านเป็นกองเท่าภูเขา ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่ดิฉันใฝ่ฝันเลยอยากจะไปให้ได้สักครั้งหนึ่ง

และด้วยความที่แม่ของดิฉันเองก็เก่งภาษาอังกฤษ ท่านเลยมีเพื่อนชาวต่างชาติเยอะ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ดิฉันเริ่มสนใจภาษาต่างประเทศ ดิฉันก็เคยคิดว่าจะไปเรียนต่อทางด้านภาษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือประเทศออสเตรเลีย แต่ดิฉันรู้สึกว่ามันทำได้ยากตรงที่จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเยอะ

ณ ช่วงเวลานั้น เพื่อนสนิทของดิฉันที่กำลังติดวง X JAPAN อยู่ จึงได้ชวนดิฉันไปเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยกัน

ด้วยความที่ดิฉันชอบประเทศญี่ปุ่นเป็นทุนเดิมและอยากเรียนภาษาต่างประเทศอยู่แล้ว ดิฉันจึงตัดสินใจเรียนภาษาญี่ปุ่นค่ะ พอถึงตอนที่เรียนอยู่ชั้น ม.6 ดิฉันได้รู้เรื่องทุนนักเรียนแลกเปลี่ยนของรัฐบาลญี่ปุ่นจากอาจารย์ที่สอนวิชาภาษาญี่ปุ่น และหลังจากสอบคัดเลือกเสร็จ ดิฉันก็ได้ไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นเลยค่ะ

– แบบนี้เอง พอมาที่ประเทศญี่ปุ่นแล้วคุณท็อปทำอย่างไรต่อครับ
ในช่วงปีแรกดิฉันได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นค่ะ และพอมาปีที่ 2 ดิฉันก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวิชาชีพที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว จากนั้นก็ได้ย้ายเข้ามาเรียนเกี่ยวกับการจัดการท่องเที่ยวในมหาวิทยาลัย หลังจากเรียนจบก็ได้เข้าทำงานในบริษัทไอทีในตำแหน่ง System Engineer

– เป็นงานแรกและเป็นบริษัทญี่ปุ่นแห่งแรกสินะครับ พอเข้าไปแล้ว มีอะไรที่เราตกใจไหมครับ?
ไม่มีเลยค่ะ ถึงตารางงานของดิฉันจะยุ่ง แต่ก็ได้เลิกงานตรงเวลา แถมรุ่นพี่และเจ้านายก็ใจดี วันเสาร์-อาทิตย์ก็ออกไปเที่ยวด้วยกันค่ะ
งานในตำแหน่งวิศวกรโดยพื้นฐานแล้วคือการนั่งเงียบ ๆ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ และเสียงเดียวที่ได้ยินในออฟฟิศก็คือเสียงคีย์บอร์ด แต่ดูเหมือนว่าดิฉันจะเป็นคนเดียวที่หัวเราะเสียงดังมาก จนเพื่อนร่วมงานที่อยู่ไกลออกไปก็บอกว่ามักจะได้ยินเสียงหัวเราะของดิฉันอยู่ตลอด

– ได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ดีเลยนะครับ
เป็นบริษัทที่ดีเลยค่ะ แต่ว่าหลังจากทำงานมาได้ 3 ปี ก็ลาออกและกลับประเทศไทยเพื่อมาช่วยธุรกิจของทางบ้าน ด้วยความที่ว่าขาดคนช่วยงาน ที่บ้านเลยขอให้ดิฉันกลับมาช่วยค่ะ แต่ดิฉันก็กลับมาพร้อมกับความตั้งใจที่จะกลับไปประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งค่ะ เพราะมีความคิดอันแน่วแน่ที่อยากจะใช้ภาษาญี่ปุ่นในการทำงาน ท้ายที่สุดดิฉันก็ได้กลับไปประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง

– ตอนที่กลับมาประเทศญี่ปุ่นอีก ตอนนั้นมีงานรองรับไว้หรือยังครับ
ยังค่ะ ยังไม่ได้ตัดสินใจเลยค่ะ ตอนที่ถึงประเทศญี่ปุ่นดิฉันได้ลองไปปรึกษากับคนรู้จักซึ่งเขาก็ได้ชวนดิฉันให้มาลองร่วมงานกับบริษัท Consulting ที่เขากำลังทำอยู่ค่ะ และดิฉันก็ได้เข้าทำงานที่บริษัทนี้

เขาได้จัดตั้งแผนกต่างประเทศสำหรับดิฉันและให้โอกาสดิฉันได้ลองทำทุกอย่าง สำหรับดิฉันทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องที่ไม่เคยทำมาก่อน ดิฉันเลยอยากจะตอบแทนด้วยการตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ค่ะ

เพื่อที่จะเพิ่มยอดขาย ดิฉันเลยได้ลองทำอะไรหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานแปลภาษา ล่าม มัคคุเทศก์นำเที่ยว และการจัดตารางทัวร์

ครั้งหนึ่ง ดิฉันได้เป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานให้กับลูกค้าที่อยากเปิดร้านเสริมความงามในกรุงเทพฯค่ะ ถึงดิฉันจะไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากทำอะไรหรือทำอะไรได้บ้าง แต่ในตอนนั้นเองดิฉันก็คิดว่า “เราน่าจะทำงานประสานงานระหว่างไทยและญี่ปุ่นได้นะ”

หลังจากนั้นก็ได้ลองทำอะไรหลาย ๆ อย่างมาเป็นเวลา 2 ปี และจึงได้ตัดสินใจกลับมาเมืองไทยและเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง

เลือกด้วยตัวเรา ขับเคลื่อนจากตัวเรา

– คุณท็อปได้ลองทำหลายอย่างมากเลยนะครับเนี่ย! ถ้าเป็นผมละก็คงถอยแน่เลย
ความผิดพลาดมันน่ากลัวนะคะ แต่ว่าการที่ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ นั้นก็ทำให้ได้รู้อะไรหลายอย่าง แถมยังได้พบเจอกับผู้คนหลากหลาย ดิฉันก็เลยหันมาโฟกัสที่จุดนั้นแทนค่ะ
ถ้ามัวแต่กลัวว่าจะผิดพลาดก็จะไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าลองลงมือทำดูก็จะได้อะไรหลาย ๆ อย่าง ในตอนที่จะเริ่มลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ ดิฉันก็มักจะคิดว่าควรที่จะโฟกัสไปที่จุดไหนค่ะ
และความสำเร็จก็ถือเป็นผลลัพธ์สุดท้าย ในความสำเร็จนั้นเองก็ย่อมมาจากความผิดพลาดมากมาย

– ทำอย่างไรถึงจะมีความคิดแบบนั้นได้เหรอครับ
ดิฉันคิดว่านั่นเป็นความคิดที่ดิฉันได้เรียนรู้มาจากช่วงที่อาศัยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 10 ปีค่ะ

ตอนอายุ 18-29 ปี ดิฉันอาศัยอยู่ที่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงจังหวะที่ดีในการซึมซับเรื่องต่าง ๆ ในตอนที่ดิฉันได้อาศัยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ดิฉันได้พบเจอกับคนดี ๆ ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง และหล่อหลอมกลายเป็นตัวดิฉันค่ะ ถ้าหากอยู่ที่ประเทศไทย บางทีก็อาจจะกลายเป็นดิฉันในอีกเวอร์ชั่นหนึ่งก็ได้นะคะ

– ผู้คนที่ได้พบเจอและสภาพแวดล้อม นี่มีอิทธิพลมากเลยนะครับเนี่ย
นั่นก็จริงค่ะ แต่สิ่งสำคัญก็คือการที่ทำสิ่งต่าง ๆ ไปพร้อมกับการคิดว่าตัวเราในตอนนี้อยากจะอยู่แบบไหน และในอนาคตอยากจะเป็นแบบไหนนั่นเองค่ะ ต้องเลือกด้วยตนเอง อย่างเช่น ถ้าดิฉันรู้สึกถึงบรรยากาศลบดิฉันก็จะถอยห่างจากตรงนั้น ตลอดมาดิฉันจะเลือกที่ที่ตัวดิฉันและคนรอบกายสามารถที่จะหัวเราะได้ ที่ที่ตัวดิฉันสามารถที่จะสงบจิตใจได้ค่ะ

– เลือกด้วยตัวเองและลงมือทำ นั่นก็เป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ นะครับเนี่ย! ผมรู้สึกว่ารอยยิ้มของคุณท็อปสามารถช่วยเปลี่ยนบรรยากาศได้ครับ ว่าแต่ตั้งแต่ทำงานทั้งที่ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น เรื่องที่ลำบากที่สุดคืออะไรเหรอครับ
มีเยอะมากเลยละค่ะ (หัวเราะ) อย่างเช่น ก่อนหน้านี้ดิฉันเคยซัพพอร์ตบริษัทไทยที่ “อยากสร้างอาคารจอดรถในประเทศไทยให้เหมือนกับที่ญี่ปุ่น” ดิฉันได้พาลูกค้าไปญี่ปุ่นเพื่อไปตามหาบริษัทเพื่อมาร่วมธุรกิจกัน
เราพบว่าในประเทศไทยนั้นยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างอาคารจอดรถเลย ในด้านวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยเองก็มัก “มองโลกในแง่ดีเกินไป” จึงค่อนข้างมีความแตกต่างจากญี่ปุ่นในด้านของระบบและวิธีคิดอยู่มาก ดังนั้นการปรับตัวระหว่างแรงงานชาวไทยและผู้คุมหน้างานชาวญี่ปุ่นจึงเป็นเรื่องที่ยากมากเลยละค่ะ เพราะบางครั้งในไทยกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขต่างๆ ไม่ตายตัวมักถูกปรับเปลี่ยนไปตามผู้รับผิดชอบ

ญี่ปุ่นนั้นถนัดเรื่องการ “ทำงานร่วมกัน” ส่วนที่ไทยนั้นไม่ค่อยมีวัฒนธรรมการ “โฮเร็นโซ (Ho-ren-so : รายงาน แจ้งให้ทราบ และหารือ)” ที่ญี่ปุ่นนั้นทุกคนต้องทำเป็นประจำก็เลยสามารถทำงานได้ง่ายน่ะค่ะ

– ที่ง่ายคงเพราะได้คุณท็อปเป็นคนคอยเชื่อมตรงกลางอยู่สินะครับ ในการทำงานมีเรื่องที่ต้องคอยระวังอยู่ไหมครับ
คอยระวังเรื่องความรู้สึกของทั้งสองฝ่ายขณะทำงานค่ะ มีหลายครั้งที่ฝ่ายใดหนึ่งต้องฝืนหรือพยายามอย่างเต็มที่เพื่อตอบสนองความต้องการของอีกฝ่าย พยายามทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถมาพบกันคนละครึ่งทางได้ ก็เช่นกันกับคนญี่ปุ่น ในหมู่คนญี่ปุ่นด้วยกันเองก็ยังมีค่านิยมที่ต่างกันไปดังนั้นก็เหมือนกันค่ะ

 

เพื่อให้คนที่เกี่ยวข้องรู้สึกถึงความแฮปปี้

– งานที่เชื่อมโยงระหว่างไทยและญี่ปุ่น ทำไมคุณท็อปถึงพยายามขนาดนั้นเหรอครับ แรงจูงใจคืออะไรเหรอครับ
ดิฉันได้รับเงินทุนการศึกษาจากญี่ปุ่นและได้เรียนและอาศัยอยู่ที่นั่นมามากกว่า 10 ปีค่ะ แม้จะเจอเรื่องเลวร้ายบ้าง แต่เพราะอย่างนั้นถึงมีตัวดิฉันในตอนนี้ ดิฉันรู้สึกขอบคุณประเทศญี่ปุ่นมาก ๆ เลยค่ะ ดิฉันอยากที่จะทำเพื่อไทยและญี่ปุ่นเพื่อเป็นการตอบแทน จึงอยากทำเรื่องที่ตัวเองสามารถทำได้ค่ะ

– ช่วยบอกแนวทางต่อจากนี้ได้ไหมครับ!
ก่อนอื่นก็คงอยากที่จะทำให้เว็บไซต์สื่อ conomi ที่สร้างขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมให้เติบโตยิ่งขึ้นค่ะ

ชื่อ conomi มาจากคำในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า “ความชอบ” (好み:ko-no-mi) ค่ะ ผู้เขียนจะเรียบเรียงข้อมูลในด้านที่ตนถนัดตามความชอบและเขียนออกมาเป็นภาษาของพวกเขาเอง จากนั้นนักอ่านก็จะอ่านบทความตามความชอบของพวกเขา ดิฉันก็เลยตั้งชื่อนี้ด้วยความคิดที่ว่า conomi จะเป็นพื้นที่ที่แห่งความสบายใจที่เชื่อมทุกคนเข้าด้วยกัน
ดิฉันคิดว่าคงเป็นเรื่องดีถ้าหากมีคนจำนวนมากที่รู้และเข้าใจถึงข้อมูลเชิงลึกหลาย ๆ ด้านของญี่ปุ่น และช่วยลดช่องว่างและความเข้าใจผิดลงได้
ตอนนี้เรามุ่งโฟกัสที่คุณภาพของบทความค่ะ ต่อจากนี้ก็อยากเพิ่มคอนเทนต์อย่างพวกวิดีโอหรืออื่น ๆ เข้าไปด้วย
แล้วก็ ดิฉันอยากนำเสนอบริการที่เราสร้างขึ้นมาเองด้วยค่ะ แม้จะยังไม่ได้เป็นรูปธรรมนัก แต่เราจะคิดว่าจะมุ่งเน้นที่การเชื่อมโยงประเทศไทยและญี่ปุ่น

– คุณท็อปมีความฝันไหมครับ
เป็นคำถามที่ยากจังเลยนะคะ ตอนวัยรุ่นดิฉันยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าอยากทำอะไร ก็เลยไม่ได้มีความฝันยิ่งใหญ่อะไรหรอกค่ะ มาถึงตอนนี้เรื่องความฝันเนี่ยก็ยังยากอยู่ค่ะ ถึงจะไม่ใช่ความฝันยิ่งใหญ่อะไร แต่อยากที่จะสร้างสถานที่ที่พนักงานที่เชื่อมั่นในตัวดิฉันทุกคนได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ดีและทำงานได้อย่างมีความสุขค่ะ

Conomi Plus Co., Ltd.